A boy with mistake and hopeless

เมื่อตอนยังเด็ก ตั้งแต่ที่เริ่มจำความได้ เท่าที่ผมรู้ ผมเป็นเด็กที่ร่าเริง ชอบเล่นสนุก และอาจเพราะผมตัวใหญ่กว่าเพื่อน แรงเยอะกว่าคนอื่นๆ ทำให้ผมเล่นรุนแรงจนกลายเป็นการกลั่นแกล้งไป ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าคนที่ถูกทำให้เจ็บรู้สึกยังไง เพราะผมก็แค่สนุกที่ได้เป็นคนทำ และผมคงดูเป็นเด็กร่าเริงจนเกินเหตุ ดูสมาธิสั้นเพราะอยู่เฉยๆไม่ได้ ต้องหาอะไรทำอยู่ตลอด จนวันนึงแม่พาผมไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แพทย์ให้ผมทำแบบสอบถามแผ่นหนึ่ง มันถามผมเกี่ยวกับความคิดเห็นต่างๆ เช่นว่า ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้จะทำอย่างไร รู้สึกอย่างไร แล้วก็ทดสอบ IQ ...และหลังจากนั้นแพทย์ก็ให้ยาผมมากิน แม่ก็สั่งให้ผมกินยา และคอยสอนว่าห้ามทำแบบนั้น ห้ามทำเพื่อนเจ็บ ห้ามเล่นกับเพื่อนแรงๆ ผมคิดว่ายามันก็ได้ผลนะ เพราะผมก็เริ่มอยู่เฉยๆได้ ผมเริ่มที่จะนั่งคิดอะไรเฉยๆ และไม่กล้าทำอะไร แต่ผมก็ยังคงเล่นกับคนที่มาเล่นด้วยนะ แล้วผมก็เล่นแรงจนเพื่อนร้องไห้อีก จนครั้งหนึ่งอยู่ๆผมก็คิดได้ว่าสิ่งที่ผมทำ มันทำให้คนที่ถูกทำรู้สึกยังไง ผมถูกอาจารย์ทำโทษ เพราะแกล้งเพื่อนจนร้องไห้ หลังจากนั้นผมก็พยายามไม่เล่นกับใครเพราะกลัวจะไปทำให้ใครเจ็บอีก จากที่ผมเคยเป็นเด็กที่ไม่คิดอะไรมาก แค่ร่าเริงและมีความสุขไปวันๆ ก็กลายเป็นเด็กที่ต้องระวังทุกสิ่งที่ทำ ระวังคำพูด จากที่เคยชอบอยู่ท่ามกลางเพื่อนๆ ก็กลายเป็นชอบอยู่อย่างสันโดษ มันก็จะเหงาๆหน่อย(ฮา) ผมกลายเป็นคนชอบดูการ์ตูน ชอบอ่านหนังสือการ์ตูน เพราะมันเหมือนเป็นโลกอีกใบ ทุกครั้งที่ผมดูหรืออ่าน ผมจะคิดว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องนั้น สนุกและเพลิดเพลินไปกับมัน การ์ตูนทำให้ผมเกิดความเชื่อขึ้นมา มันทำให้ผมได้คิด ได้ไตร่ตรองเกี่ยวกับความเชื่อ ตอนนั้นผมมีความเชื่ออยู่ไม่กี่อย่าง ผมเชื่อในความยุติธรรม เชื่อว่าสิ่งที่ทำจะส่งผลกับสิ่งที่ได้รับ เชื่อในศาสนา เชื่อในความรัก ของครอบครัว และของใครสักคน

...แต่ความเป็นจริงที่ได้เรียนรู้ มันช่างจริงซะเหลือเกิน อย่างคำที่ว่า ความเป็นจริงมันโหดร้าย สิ่งแรกที่ผมได้เจอคือ วันหนึ่งที่ผมไปเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ แล้วตอนพักกลางวันผมก็เล่นกับเพื่อน แต่เราเล่นกับประตูห้องเรียน เป็นประตูไม้ เพื่อนผมพยายามจะขังผมไว้ในห้อง และผมก็พยายามจะเปิดออก จากนั้นอาจารย์ก็มาเห็นเข้า แน่นอนครับโดนทำโทษ แล้วหลังจากที่ผมกลับบ้าน บ้านผมกับที่เรียนพิเศษอยู่ใกล้กันมาก และบ้านผมเป็นร้านขายของทั่วไป อาจารย์ที่สอนพิเศษผมก็มาซื้อของที่บ้าน และอาจารย์ก็บอกพ่อผมว่า วันนี้ผมดื้อมากไปเล่นประตูกับเพื่อน ก็เลยโดนทำโทษ
...ผมรู้ว่าพ่อผมเป็นคนอารมณ์ร้าย แต่ก็ไม่คิดว่าจะโมโหถึงขั้นไล่ผมออกจากบ้าน ฟังดูโคตรฮาเลยนะครับแบบว่า เพราะเล่นประตูกับเพื่อนเลยโดนไล่ออกจากบ้าน(ฮา) ทั้งที่มันเป็นเรื่องขำๆ แต่ในตอนนั้น ตอนที่ผมโดนไล่ออกจากบ้านครั้งนั้น ผมทำได้แค่ยืนร้องไห้ พ่อผมลากผมออกไปนอกบ้าน แล้วก็ไปรื้อเสื้อผ้าของผมที่อยู่ในตู้เสื้อผ้า มายัดลงถุงกระสอบ ยัดเสร็จก็เอามาปาใส่ผมที่หน้าบ้าน ผมยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดี ตอนที่ความเชื่อเรื่องความรักของครอบครัวมันพังลง เพียงเพราะความโกรธ เพราะอารมณ์ชั่ววูบก็ทำให้เกิดการกระทำที่โหดร้าย ผมเองก็เคยโกรธ ผมรู้ว่ามันเป็นยังไง ความโกรธทำให้อยากทำอะไรที่รุนแรงเพื่อระบายออกมา ความโกรธสามารถทำให้หายได้ด้วยการระบายออกไม่ว่าจะด้วยความรุนแรงหรือการสบถด่า แต่ความเสียใจ และบาดแผลที่เกิดขึ้นในจิตใจ ไม่อาจระบายออกได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด กาลเวลาอาจทำให้บาดแผลหายไปได้แต่นั่นมันกับบาดแผลภายนอกเท่านั้น ไม่ใช่สำหรับภายในจิตใจ บาดแผลในใจจะไม่มีวันหายไป ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ...ตอนเด็กๆเวลาที่ผมโกรธ ผมก็แค่ระบายออกมาด้วยความรุนแรง เช่นการด่า หรือทำลายข้าวของ แต่พอทำแบบนั้นก็แน่นอนละ โดนตีจนเป็นแผลเลย(ฮา) สิ่งที่ผมทำได้เวลาโกรธก็เลยเหลือเพียงอย่างเดียว ร้องไห้ (ฮา) ก็มันทำอะไรไม่ได้นี่นะ ระบายออกก็ไม่ได้ แล้วจะให้ทำยังไง สำหรับเด็กคนหนึ่งก็ทำได้เท่านั้น แต่หลังจากที่ผมได้เรียนรู้ว่าความโกรธทำให้สิ่งที่ผมเชื่อมันพังลงไปได้ ได้เห็นกับตาตัวเองว่าความโกรธ มันทำลายได้ทุกอย่าง  ...จากนั้นผมก็ไม่เคยโกรธใครอื่นอีกเลย เพราะทุกครั้งที่ผมเริ่มรู้สึกโกรธ ความรู้สึกในตอนนั้นก็จะแว่บขึ้นมาแล้วพาอารมณ์โกรธของผมหายไปพร้อมกับมัน นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมผมไม่เคยโกรธใครอีกเลย ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่แค่ไหน ผมก็ทำได้แค่โกรธตัวเอง

...โตขึ้นมาหน่อยก็ได้ทำความเข้าใจเรื่องศาสนา ผมชอบนะที่ประวัติศาสตร์ของ ศาสนา เขียนไว้ว่า การออกบวชคือการละทางโลก มุ่งสู่การสำเร็จธรรมมันทำให้ผมมอง พระ ว่าเป็นบุคคลที่สุดยอดเลย แต่น่าแปลกที่ยิ่งเวลาผ่านไป ผมยิ่งได้เห็นแต่เรื่องที่ผมไม่อาจยอมรับได้ พระออกข่าวเสียหายต่างๆ พระถือเงินมาซื้อบุหรี่ พระออกทีวี และบอกว่ากาลเวลาเปลี่ยน ธรรมะก็ต้องเปลี่ยนตาม ผมรู้ว่าทุกอย่างมันไม่ได้มีแต่เรื่องไม่ดี แต่เพราะผมเชื่อว่า ศาสนา ที่มีคำสอน มีหลักการ มีความยึดมั่น น่าจะทำให้สิ่งที่เรียกว่า ความเชื่อ เป็น ความจริงได้ แต่มันไม่ใช่เลย ผมอาจจะคิดผิดไปเองก็ได้ ใช่ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับศาสนา ไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่างเกี่ยวกับความเชื่อนี้ แล้วความเชื่อที่ผมคิดขึ้นเองมันก็พังลงไปอีกครั้ง

...พอเวลาผ่านไปอีกผมก็ไปชอบเรื่องราวเกี่ยวกับข้าราชการที่เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ผมชื่นชอบและเชื่อมั่นว่าผมอยากจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ทำให้ความยุติธรรมเกิดขึ้น ผมขอแม่ว่าอยากจะเป็นนักเรียนนายร้อย แม่ก็ให้พี่ชายหาข้อมูลให้ แล้วก็ได้ไปเรียนโรงเรียนกวดวิชาแห่งหนึ่งตอนมัธยมปีที่ 3 ต้องออกจากโรงเรียนเก่า และย้ายสำมะโนครัวไปอยู่ที่จังหวัดนครนายก คือผมไปเรียนอยู่ที่นั่นแบบโรงเรียนประจำ ไปคนเดียวนะครับ ครอบครัวยังอยู่ที่เดิม แค่ต้องย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่ที่สถาบันกวดวิชา และไปเข้าโรงเรียนรัฐบาลที่นั่น ที่โรงเรียนกวดวิชารับนักเรียนประจำแบบ 1 ปีทั้งหมด 18 คน และมีอีก 1 คนเข้ามาหลังจากนั้นไม่กี่เดือน ที่นั่นผมได้ฝึกร่างกาย ออกกำลัง และเรียนอย่างหนัก และผมก็ได้พบกับสังคมแบบใหม่ เป็นสังคมที่แปลกใหม่สำหรับผม มีนักเลง ยกพวกตีกันเหมือนในละครเลยละ(ฮา) แต่ผมไม่เคยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในนั้น ทั้งที่เคยคิดว่าแบบนั้นมันก็เท่ดีนะ(ฮา) แล้วผมก็พบผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเป็นรุ่นพี่และเป็นประธานนักเรียน ครับเธออยู่ม.6 ห่างกัน 3 ปี สำหรับผมเธอหน้าตาดี สวย น่ารัก นิสัยก็น่ารัก เป็นคนใจดี ขี้เล่น ผมแอบชอบเธอแบบจริงจังเลย ผมก็พยายามจนได้เบอร์เธอมา ผมคุยกับเธออยู่พักหนึ่ง จนวันหนึ่งตอนที่ผมอยู่กับเพื่อนกลุ่มที่ผมสนิทด้วย มีกันประมาณ 3-4 คนรวมผมด้วย เรานอนเล่นกัน ผมก็นอนหลับตาแต่ไม่ได้หลับจริงๆ จู่ๆพี่คนที่ผมแอบชอบก็โทรคุยกับเพื่อนผมสองคน เธอโทรคุยกับเพื่อนผมสองคนนั้นแบบเปิดลำโพง  ซึ่งผมก็ได้ยินที่คุยกันทั้งหมด แต่ตอนนี้ผมจำได้แค่ว่า เธอบอกเพื่อนผมว่าเธอไม่ได้ชอบผม เพราะเธอมีคนที่ชอบแล้ว และรู้ว่าผมชอบเธอแต่เธอไม่อยากให้ผมเสียใจเลยไม่กล้าบอก หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้คุยอะไรกับเธออีก ผมเป็นคนเงียบไปเอง และเธอก็ไม่ได้มีท่าทีอะไร ผมก็คิดว่าผมคงยังมีโอกาสอยู่ อย่างที่ผมเคยได้ยินมาว่า ชีวิตยังอีกยาวไกล ค่อยๆเป็นค่อยๆไป ผมคิดว่าผมรอได้นะ วันที่เธอจะโสดและยังไม่ได้ชอบใคร วันที่ผมจะได้มีโอกาสอีกครั้ง

...แล้วเรื่องตลกร้ายก็เกิดขึ้นกับผมอีกครั้ง ในวันที่เป็นวันแรกของการสอบปลายภาค ตอนเช้ามีโทรศัพท์เข้ามาหาเพื่อนผม ซึ่งผมก็ยืนอยู่ข้างๆเพื่อนคนนั้น เขารับโทรศัพท์แล้วก็ทำหน้าเครียดๆ คุยอยู่ครุ่หนึ่งก็วางสาย เขาหันมาบอกคนอื่นๆว่า รุ่นพี่(คนที่ผมแอบชอบ) ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ตอนนี้อาการโคม่า นอนอยู่ที่โรงพยาบาล ตอนที่ผมรู้เรื่องผมตกใจมาก ผมถามเพื่อนว่า โรงพยาบาลอยู่ที่ไหน ไปยังไง ผมจะไปเดี๋ยวนั้นเลย แล้วเพื่อนผมก็ว่าให้ใจเย็นๆ รอสอบเสร็จก่อนแล้วค่อยไปพร้อมกัน วันนั้นช่วงเช้ามีสอบแค่วิชาเดียวคือคณิตศาสตร์ เวลาสอบคือ 2 ชั่วโมงครึ่ง แน่นอนผมไม่มีใจอยู่กับการสอบเลย ผมทำเสร็จภายในเวลาแค่ครึ่งชั่วโมง ผมรีบออกจากห้องแล้วคิดจะไปโรงพยาบาล แต่ผมลืมไปว่า ผมไม่รู้ว่าโรงพยาบาลอยู่ที่ไหน(ฮา) ผมเลยได้แต่ยืนรอเพื่อนอยู่หน้าโรงเรียน ผมร้อนใจมากเลย แต่เพื่อนก็ออกมากันช้ามาก จนเวลาผ่านไปเกินเวลาสอบไปแล้ว เพื่อนผมก็ยังมาไม่ครบ ผมก็เร่งเพื่อนที่รู้ทางให้รีบไปกันก่อน แต่เพื่อนก็บอกให้รอไปกับทุกคน หลังจากนั้นไม่นานเพื่อนก็มากันครบและก็ได้ไปถึงโรงพยาบาลสักที พอไปถึงก็ได้ข้อมูลว่า เหตุเกิดเมื่อวานนี้ ตอนเย็น ช่วงเวลาที่เธอกลับบ้าน ซึ่งช่วงเวลาก่อนที่เธอจะกลับบ้านนั้น เธอให้พวกผมกับเพื่อนอีกสองคน(สองคนที่เธอโทรคุยด้วย) เข้าไปในห้องคอมฯ ไปนั่งคุยเล่นกันเพราะหลังจากวันนั้นจะเป็นช่วงสอบ จบการศึกษาแล้วก็แยกย้ายกันไป ผมยังคงจำได้ดีถึงช่วงเวลานั้น ตอนนั้นเธอนั่งข้างๆผม ข้างหน้าเธอมีขนมไข่เต่า(ผมเรียกอย่างนั้น) ผมหยิบขึ้นมาป้อนเธอ(จริงๆคือยัดเข้าปาก) เธอก็ใช้มือหยิบแล้วก็กิน แล้วเราก็คุยกันเรื่อยเปื่อยอยู่สักพัก แล้วแยกย้ายกันกลับ ในใจผมตอนนั้นคิดว่า สักวันหนึ่งผมจะต้องได้ป้อนเธอ และเธอจะต้องได้อ้าปากรับ... ความฝันของเด็กน้อยคนหนึ่ง ที่เชื่อในความรัก .....แล้วนี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้น เธอถูกรถชน และมาเสียชีวิตที่โรงพยาบาล สิ่งที่ผมได้รู้อีกอย่าง ก็คือ คนที่ขับรถชนเธอเป็น ทหารชั้นปลายแถว มันดื่มเหล้าจนเมา แล้วก็มาขับรถ และก็เกิดอุบัติเหตุ ชนคนตาย  รู้ไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้นกับมัน มันต้องชดใช้ด้วยการจ่ายเงินค่าทำศพแค่ไม่กี่พัน ไม่ต้องเสียค่ารักษา เพราะโรงพยาบาลไม่มีเลือดอยู่ในคลังมากพอจะทำการผ่าตัดให้ ไม่ต้องติดคุก ไม่ต้องรับผิดใดๆตามกฏหมาย เพราะมีเจ้านายที่มีอำนาจ เพียงแค่การโทรคุยกัน เรื่องทุกอย่างก็จบ มันก็ได้กลับบ้านไปนอนกอดเมีย กอดลูก และมีชีวิตต่อไปอย่างปกติสุข ....นี่แหละครับคือความยุติธรรมที่ผมเชื่อมั่น นี่คือสิ่งที่ผมเคยต้องการจะเป็น ....อีกครั้งที่ความเชื่อของผมพังทลายไปต่อหน้า กฎหมาย มีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นไปแล้ว ไม่อาจป้องกันไม่ให้สิ่งใดเกิดขึ้นได้ และหลังจากที่เรื่องเกิดขึ้นไปแล้วก็ไม่อาจใช้ กฎหมายได้ เพราะอำนาจ เป็นของใครคนหนึ่ง และถึงจะได้ใช้ กฎหมาย แต่มันก็กลายเป็นแค่เรื่องตลก เมื่อเจอกับคำว่า มนุษยธรรม

...ผมรู้สึกเหมือนเกือบว่างเปล่า ทุกสิ่งที่เชื่อพังทลายไปเกือบหมด สิ่งที่ผมสามารถเชื่อได้ ยังเหลืออะไรอยู่อีกนะ... เพื่อน ผมเคยเชื่อใจเพื่อนนะ จนวันนึงที่ถูกเพื่อนหักหลัง เพราะไม่อยากถูกรุมกระทืบ มันจึงโกหกคนอื่นๆ ว่าความผิดที่เกิดขึ้นเป็นเพราะผม และเพราะผมอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย เพราะผมอยู่ตรงนั้นและไม่ได้สนใจอะไร ผมเพียงแค่นิ่งเงียบอยู่เฉยๆ แล้วพอเกิดเรื่องผมก็กลายเป็นแพะรับบาป จริงๆผมก็พูดแก้ตัวได้นะ ผมบอกความจริงเพื่อให้เพื่อนคนนั้นถูกรุมกระทืบได้ แต่ก็นั่นแหละผมทำไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าคนอื่นจะคิดยังไงแต่สำหรับผม ผมคิดได้แค่นั้น ผมยอมโดนเพื่อนคนอื่นรุมกระทืบแทนเพื่อนที่เป็นคนก่อเรื่อง หลังจากนั้นผมก็เชื่อใจใครไม่ได้อีกเลย มันก็คงเป็นเรื่องเล็กน้อยแหละนะ แต่สำหรับผมมันทำให้ผมเป็นแบบนี้ ผมเองก็ไม่ได้อยากเป็นหรอกนะ มันเป็นความกลัวที่ไม่อาจเอาชนะได้ ผมเคยเอาชนะความกลัวได้อย่างหนึ่ง ตอนเด็กๆ ผมกลัวผีมาก จนวันหนึ่งที่ผมทำของสำคัญหายไป ผมพยายามทำทุกอย่างให้ได้มันกลับมา ถึงกับลุกออกไปตอนกลางดึก ตามเวลาที่เชื่อกันว่าจะมีผีออกมา ก็คงเวลาประมาณหลังเที่ยงคืน ผมไปที่หิ้งพระของพ่อ จุดธูป 3 ดอกขอให้สิ่งศักดิ์ช่วย แล้วก็จุดธูปดอกเดียว ให้ภูติผีวิญญาณช่วย ผมคิดถึงขั้นที่ว่าแลกกับชีวิตของผมเลยนะ แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลังจากนั้นผมก็ไม่เชื่อเรื่องผี หรือสิ่งศักด์สิทธิ์อีกเลย ถึงขั้นลบหลู่เสียด้วยซ้ำ ก็ขนาดลบหลู่ ยังไม่เกิดอะไรขึ้นกับผมเลย ถึงเพื่อนจะบอกว่าเห็นก็เถอะ(ฮา)

คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 4
สวัสดีอีกครั้งนะคะ พอดีตอนนั้นอ่านเสร็จแล้วรู้สึกค้างเหมือนดูหนังไม่จบเรื่อง ดีที่พันทิปมีแจ้งเตือนมาบอก ไม่อย่างนั้นคงไม่เห็น เอาล่ะ ตอนนี้เราเข้าใจจุดประสงค์ของกระทู้แล้ว แต่ก็ไม่รู้จะแทรกแนวคิดของเราให้ได้ยังไง เอาเป็นว่า ขอพล่ามอะไรที่เราอยากพล่ามเลยแล้วกัน

เราคิดว่าความเชื่อเนี่ยเป็นสิ่งที่เกือบจะสำคัญที่สุดสำหรับชีวิตมนุษย์เลยนะ และก็โชคยังดีที่ชีวิตคุณไม่ได้ว่างเปล่าขนาดนั้น เราดูออกนะคะ คุณไม่ใช่ loser คุณเป็นคนรู้จักตัวเองดี นั่นถือว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ บอกเลยนะคะ ระบบความคิดของคนมีผลต่อนิสัยของคนอย่างชัดเจน อดีต หรือว่าความผิดพลาด เสียใจต่างๆเป็นสิ่งที่ทำให้เราเป็นเราจนถึงทุกวันนี้ ถ้าคุณมองว่ามันเป็นสิ่งที่ดีมันก็จะดีค่ะ ยิ่งคุณรู้ตัวเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี เราต้องรู้จักทำใจยอมรับและทำปัจจุบันให้ดีที่สุดจริงไหม

เคยได้ยินคนพูดว่า ถ้าเราเจ็บแบบเดิมซ้ำๆเราก็จะชินชาไปเอง และหลังจากนั้นเราจะเข้มแข็งขึ้น ตอนนั้นอยากลองพิสูจน์ว่าคำพูดนั้นจริงไหม เราเลยลองเอาเข็มมาจิ้มนิ้วตัวเอง ตอนนั้นคิดพิเรนทร์ ไม่แนะนำให้ทำตามนะ 555 ครั้งแรกก็กล้าๆกลัวๆ ครั้งที่สองก็ยังกลัวอยู่ ทำใจอยู่นานมาก จนครั้งที่ 4 เจ็บจนพอแล้วไม่อยากจิ้มอีกแล้ว สรุปผลที่ได้คือ เส้นประสาทยังสะดุ้งทุกครั้งนะคะ เจ็บทุกครั้ง ไม่ได้ชินชาอย่างที่เขาว่าจริงๆ แต่ว่าเราจะรู้สึกกลัวเจ็บน้อยลงหลังจากนั้น ซึ่งมันก็แปลได้นะว่าคนเราจะเข้มแข็งขึ้น ไม่ใช่ไม่เจ็บ เจ็บแล้วไม่จำด้วยซ้ำ แต่เราจะอยู่กับมันได้ง่ายขึ้นค่ะ

ชีวิตมันก็ยากแบบนี้แหละ เราต้องอดทน มีประโยคหนึ่งที่เราใช้มาตลอด คิดขึ้นมาเองนะ แต่ไม่รู้จะไปซ้ำกับใครรึเปล่า คือ ไม่ว่าอะไร(จะเป็น)ยังไง จงหายใจเพื่อรอดูผลลัพธ์ต่อไป— จะเอาไปใช้ก็ได้นะคะ ยินดีเลย เราไม่หวง ไม่เคยจดลิขสิทธิ์ไว้ 555 ขอให้โชคเข้าข้างคุณสักวันนะคะ จนกว่าจะถึงวันนั้น เราก็ต้องหายใจต่อไป 😄

ป.ล. ลืมบอกว่าเวลาตื่นเช้ามาลองยิ้มให้ตัวเองบ่อยๆด้วยนะคะ แล้วบอกว่าเรานี่หล่อจริงๆ 5555 พูดชมตัวเองนั่นแหละค่ะ คิดถึงสิ่งดีๆ โชคดีค่ะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่